เมื่อใด ควรนำรถเข้าเช็คระยะ

ข่าววงการรถยนต์

เมื่อใด ควรนำรถเข้าเช็คระยะ

สำหรับเจ้าของรถ สิ่งที่ต้องคำนึงถึงไม่ใช่เพียงการนำรถเข้าซ่อมเฉพาะเมื่อมีอาการผิดปกติ แต่ควรนำรถเข้าซ่อมบำรุงเมื่อถึงระยะอย่างสม่ำเสมอ เพื่อดูแลรักษารถให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ช่วยให้ใช้งานรถยนต์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง ใช้งานได้ยาวนานและเกิดความปลอดภัยสูงสุด ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

ในการบำรุงรักษารถยนต์แต่ละระยะ เจ้าของรถส่วนใหญ่มักจะสังเกตแต่จำนวนกิโลเมตรที่รถใช้งานเป็นเกณฑ์ในการนัดหมายนำรถเข้าเช็คระยะ นอกจากจำนวนกิโลเมตรที่จะแสดงอายุการใช้งานของรถ ที่บ่งบอกได้ว่าของเหลวและชิ้นส่วนต่างๆ มีการใช้งานมายาวนานเพียงใดแล้ว ระยะเวลาก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้ของเหลวและชิ้นส่วนต่างๆ เสื่อมสภาพไปด้วยเช่นกัน เพราะเครื่องยนต์หรือระบบต่างๆ ยังคงทำงานอยู่ตลอดเวลาแม้ในขณะรถจอดอยู่นิ่งในการจราจรที่ติดขัด หรือแม้แต่การจอดทิ้งไว้โดยไม่ได้ใช้งาน หากเจ้าของรถละเลยการดูแลตรวจเช็คระยะรถยนต์อย่างถูกต้อง ก็อาจก่อให้เกิดอันตรายหรือทำให้ชิ้นส่วนต่างๆ สึกหรอรวดเร็วกว่าปกติ 

จากสถิติในปี 2018 ที่รวบรวมโดย National Highway Traffic Safety Administration (NHTSA) ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่าอุบัติเหตุ 45,000 ครั้งต่อปี เกิดจากการดูแลรถยนต์ไม่เหมาะสม ชิ้นส่วนที่เสื่อมสภาพเป็นสาเหตุให้เกิดภัยบนท้องถนน  หากเรารู้ทันก่อนเกิดภัย ก็จะเป็นประโยชน์ทั้งในด้านความปลอดภัย รวมไปถึงการใช้รถยนต์ได้คุ้มค่า จึงควรมีการนำรถเข้าเช็คระยะตามระยะทางหรือเวลาที่กำหนดไว้ในสมุดคู่มือของรถรุ่นนั้นๆ หรือเมื่อมีไฟเตือนหรือข้อความเตือนครบกำหนดเข้าเช็คระยะ โดยรถส่วนใหญ่ในปัจจุบันจะแนะนำให้นำรถเข้าเช็คระยะทุกๆ 6 เดือนหรือ 10,000 กม. แล้วแต่อย่างใดจะถึงก่อน

 

ในการเช็คระยะแต่ละครั้ง ควรจะมีการตรวจสอบและเปลี่ยนอะไหล่ต่างๆ เพื่อให้รถอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ดังต่อไปนี้

เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและไส้กรองเครื่องยนต์ – ช่วยให้เครื่องยนต์สะอาด ลดการสึกหรอและหล่อลื่นการทำงานของชิ้นส่วนต่างๆ 

ตรวจสอบสภาพไส้กรองในระบบต่างๆ – มีทั้งไส้กรองอากาศเครื่องยนต์ ไส้กรองอากาศแอร์ ไส้กรองน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ควรเปลี่ยนตามระยะที่กำหนด ซึ่งอาจแตกต่างกันในรถแต่ละรุ่นแต่ละยี่ห้อ ชวยให้เครื่องยนต์ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง

ตรวจสอบระดับของเหลวและการรั่วซึมของระบบต่างๆ – นอกจากน้ำมันเครื่องยังมี น้ำมันเกียร์ น้ำมันเฟืองท้าย น้ำมันเบรก น้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์ น้ำยาหม้อน้ำ น้ำยาฉีดล้างกระจก ที่จะต้องได้รับการดูแลและตรวจสอบว่าอยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่มีกลิ่นหรือสีที่ผิดปกติ รวมถึงไม่มีการรั่วซึมตามท่อทางเดิน

ตรวจสอบการทำงานของยางปัดน้ำฝนและน้ำฉีดกระจก – ยางปัดน้ำฝนมีการเสื่อมสภาพจากรังสี UV ที่มาจากแสงแดดตามระยะเวลาแม้ไม่มีการใช้งาน ซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพการรีดน้ำบนกระจกลดน้อยลง ส่งผลต่อทัศนวิสัยในการขับขี่ จึงควรเปลี่ยนยางปัดน้ำฝนอย่างน้อยปีละครั้ง พร้อมทั้งตรวจสอบการฉีดน้ำว่าอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม

ตรวจสอบระบบไฟส่องสว่าง – หลายครั้งที่เราอาจไม่สังเกตว่าระบบไฟส่องสว่างของรถเรานั้นยังทำงานเป็นปกติอยู่หรือไม่ ซึ่งการเช็คระยะจะเป็นการตรวจสอบการทำงานของสัญญาณไฟต่างๆ รอบคันให้ท่านมั่นใจ และยังปลอดภัยตลอดการขับขี่
ตรวจสอบสภาพสายพาน – สายพานอาจมีการเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา ซึ่งอาจทำให้เกิดเสียงดังหรือขาดระหว่างการขับขี่ จึงต้องได้รับการตรวจสอบสภาพพร้อมทั้งความตึง

ตรวจสอบสภาพแบตเตอรี่ – แบตเตอรี่ มักเป็นสิ่งที่จะถูกเปลี่ยนเมื่อไม่สามารถสตาร์ทรถได้ แต่ในความเป็นจริงเราสามารถป้องกันได้ก่อนที่จะเกิดปัญหาดังกล่าวด้วยการใช้เครื่องมือทดสอบแบตเตอรี่เพื่อประเมินสภาพของแบตเตอรี่ว่าถึงกำหนดเวลาเปลี่ยนแล้วหรือไม่ ก่อนที่จะมีอาการสตาร์ทไม่ติด

ตรวจสอบระบบเบรก - โดยจะเป็นการตรวจสอบสภาพและความหนาของผ้าเบรกว่าใกล้หมดแล้วหรือไม่ ซึ่งควรเปลี่ยนผ้าเบรกทันทีเมื่อความหนาของผ้าเบรกเท่ากับ 3 มม. หรือต่ำกว่า นอกจากนี้ยังควรตรวจสอบรอยรั่วซึมของท่อทางน้ำมันเบรก ชิ้นส่วนต่างๆ ที่เป็นยาง และสภาพของจานเบรกที่ควรมีความหนาไม่น้อยกว่ามาตรฐาน

ตรวจสอบสภาพยาง – เป็นการตรวจสอบสภาพความลึกของร่องดอกยาง ซึ่งควรมีความลึกมากกว่า 3 มม. ไม่มีการรั่วซึมหรือการสึกหรอของยางที่ผิดปกติ และปรับแรงดันลมยางตามมาตรฐานที่กำหนด หรือปรับตั้งศูนยล้อถ้าพบการสึกหรอของยางที่ผิดปกติ 

สลับยางและถ่วงล้อทั้ง 4 ล้อ – โดยเป็นการสลับยางจากด้านหน้าไปไว้ด้านหลังพร้อมทั้งปรับความสมดุลของล้อและยางด้วยการถ่วงล้อ ซึ่งจะช่วยให้ยางมีการสึกหรอใกล้เคียงกันทั้ง 4 เส้น ยืดอายุการใช้งานของยาง รวมถึงลดเสียงรบกวนของยางระหว่างการขับขี่

ตรวจสอบสภาพของช่วงล่างและระบบบังคับเลี้ยว – โดยตรวจสอบการรั่วซึมและการทำงานของโช๊คอัพ การสึกหรอของชิ้นส่วนต่างๆ เช่นลูกหมาก ลูกปืนล้อ ยางหุ้มเพลา ซึ่งจะช่วยให้มั่นใจในการขับขี่และการทรงตัวของรถ

เมื่อรถถึงระยะซ่อมบำรุง สามารถนำรถเข้าตรวจเช็คสภาพรถได้ที่ศูนย์บริการยางและรถยนต์มาตรฐานระดับโลกอย่างควิกเลน ที่มีบริการให้คำปรึกษาทางด้านการดูแลรักษารถยนต์อย่างละเอียด ฟรีตรวจเช็คสภาพรถ 30 รายการ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมใบรายงานผลที่รวดเร็วและเข้าใจง่าย รวมถึงการให้บริการดูแลรถยนต์ที่ครบวงจรถึง 14 กลุ่มบริการโดยช่างเทคนิคผู้เชี่ยวชาญ นอกจากนี้ ควิกเลนยังมีอะไหล่ออมนิคราฟท์ (Omnicraft)  อะไหล่รถยนต์คุณภาพสูงสำหรับรถยนต์ทุกยี่ห้อหลัก ที่มาพร้อมการรับประกันคุณภาพที่ยาวนาน นอกจากการนำรถเข้าศูนย์บริการเมื่อถึงระยะซ่อมบำรุงอย่างสม่ำเสมอจะเพิ่มความปลอดภัยและความทนทานให้รถแถมยังอาจเพิ่มมูลค่าขายได้ในภายหลัง แล้วก็ยังทำให้คุณขับรถได้อย่างสบายใจไร้กังวล

เช็คราคารถใหม่ และโปรโมชั่นได้ ที่นี่
ต้องการซื้อรถมือสอง ตรวจสอบราคารถยนต์มือสอง เชิญที่นี่
มาร่วมแชร์ความเห็นของคุณบนเวบบอร์ด Autospinn คลิกที่นี่




ข่าวฟีเจอร์

เคล็ดไม่ลับ! “วิธีไล่ความร้อนในรถสไตล์ญี่ปุ่น”

เคล็ดไม่ลับ! “วิธีไล่ความร้อนในรถสไตล์ญี่ปุ่น”

วีดีโอ
อากาศเมืองไทยมันร้อนจนตับจะแตกขนาดนี้ ยิ่งขึ้นรถบอกเลยว่ายิ่งร้อน เพราะถือว่าภายในรถนั้นเป็นห้องอบขนาดยักษ์ จะเปิดแอร์ก็นานกว่าจะเย็น Autospinn ...
ลูกหมากรถยนต์ JET

ลูกหมากรถยนต์ JET

ข่าววงการรถยนต์
ยืดอายุการใช้งานช่วงล่างรถ หรือ จะเปลี่ยนชุดข้อต่อช่วงล่างใหม่ ให้ได้ความรู้สึกเหมือนรถป้ายแดงอีกครั้งคัดสรรวัตถุดิบกลุ่ม Low Alloy Steel ...
รวมรถเปิดตัวใหม่ในงาน Motor Expo 2019 EP.2

รวมรถเปิดตัวใหม่ในงาน Motor Expo 2019 EP.2

ข่าววงการรถยนต์
ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ เดินทางเข้าสู่เจเนอเรชั่นที่ 5 ที่เซอร์ไพร์สด้วยเครื่องยนต์ 1.0 ลิตร Turbo พร้อมเปิดตัวในวันที่ 25 พ.ย. 62 นี้ ...

เเสดงความคิดเห็น

รายการแชททั้งหมด
จัดเก็บแล้ว
ขอความช่วยเหลือ

หากต้องการความช่วยเหลือ

คลิก “ขอความช่วยเหลือ” เพื่อพูดคุยกับแผนกลูกค้าสัมพันธ์ของเรา
Chat Empty
ไม่พบแชท
เริ่มต้นการค้นหาและแชทด้วยผู้ขาย
ขอความช่วยเหลือ

หากต้องการความช่วยเหลือ

คลิก “ขอความช่วยเหลือ” เพื่อพูดคุยกับแผนกลูกค้าสัมพันธ์ของเรา
ติดต่อเจ้าหน้าที่